ต้องขอโทษด้วยนะครับ ช่วงนี้ไม่ได้อัพเดทเลย
ยังไงแล้วจะนำบทความดีๆ มาฝาก อดใจรออีกนิดครับ
ขอขอบคุณผู้ที่แวะเข้ามาเยี่ยมชม ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือบังเอิญ ^__^
แวะมาทักทาย
การทำงานให้มีความสุข
ข้อคิดเพื่อการทำงานอย่างมีความสุข
1. หาจุดสนุกของงานที่ทำและบอกตัวเองพูดถึงจุดนั้นบ่อยๆ เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ
2. ทำตัวเองให้พอใจอะไรง่ายๆ อย่าให้ต้องบังคับตัวเองมากนัก
3. อย่าเก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจ อย่าเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องไว้ให้ทุกข์ใจ
4. ยอม รับในความแตกต่างของบุคคล อย่าถือความแตกต่างเป็นข้อขัดแย้ง หรือทำให้เกิดความขุ่นเคือง
5. อย่าให้คำพูดตัวเองทำร้ายตัวเอง เช่นอย่าพูดในเชิงลบเกี่ยวกับตัวเอง อย่าพูดในเชิงลบเกี่ยวกับงาน และเกี่ยวกับหัวหน้าของเรา
6. ยอมรับว่าคนอื่นไม่ได้เกิดมาเพื่อเราคนเดียว ดังนั้นทุกคนย่อมกระทำ พูด หรือคิด อะไรบางอย่างที่ไม่ถูกใจเราบ้างเป็นธรรมดา
7. มองคนแง่ดี คนเราจะทำอะไรย่อมมีสาเหตุและอธิบายได้เสมอ
± คนเราจะทำอะไรย่อมมีเหตุผลเสมอ
± สิ่งกระตุ้นอย่างเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างกันได้
± อย่าเอาตัวเองตัดสินคนอื่น
8. ทำวันนี้ให้ดีที่สุด “รักกับคนทั้งโลก ถูกโฉลกหรือไม่ ก็ยิ้มให้กัน” ^-^
อ้างอิง http://www.vajira.ac.th/lab/index_files/Page323.htm
ดีไม่ดี...ยากที่จะบอก
นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง
พระราชาองค์นี้มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก
และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุกๆ ที่
แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกหมาตัวหนึ่งกัดนิ้ว แผลฉกรรจ์มาก
พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า
คนสนิทกลับตอบว่า "ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก"
และในที่สุด
พระราชาก็ถูกตัดนิ้วและพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า
นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า
คนสนิทกลับตอบว่า "ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก"
พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก
วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์
พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก
แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ
เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า พระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว
แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น
พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่าแห่งนั้น
คนป่าพวกนั้น ต้องการจับพระราชาไปบูชายัญ
แต่พวกเขาก็พบว่า
พระราชานิ้วขาดจึงรีบปลดปล่อยพระราชา
เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์เลย
และไม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัญ
พระราชาจึงตัดสินใจกลับพระราชวังในที่สุด
และสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า
"ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก"
เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์
พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นอย่างแน่นอน
พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา
แต่พระราชากลับประหลาดใจ
เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย
ในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า
มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือ
เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้
ข้าก็จะต้องตามท่านไปในป่าและในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ
ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญแทนเป็นแน่
อีกครั้งกับคำที่ว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก
เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้
ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่นอนว่า ดี หรือไม่ดี
บางครั้งสิ่งที่ดี อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย
ในขณะที่สิ่งที่เลวร้ายอาจกลายเป็นดีได้
สิ่งดีๆ อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา
จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติดกับมัน
จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของคุณ
อะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณ
ไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจในตอนท้าย
มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย
ถ้าพวกเราเข้าใจได้อย่างนี้ พวกเราจะพบว่า
การใช้ชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย
ลืม?
ผลงานชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา จากการประกวดโครงการ Thailand Animation Contest 2009 by Ayudhya Allianz C.P.
ทีม เอ่อ อะ จากมหาวิทยาลัย ศิลปากร
อ่านแล้วขนลุก!!
ท้อได้ แต่ต้องไม่ถอย...นะจ๊ะ
❉:‧ .。.:*・❀●•♪.
หากเหนื่อยนักขอจงหยุดพักเสียก่อน อย่าใจร้อนรีบไปเดี๋ยวมันไม่เข้าที
หยุดเรื่องรักที่ทรมาน เรื่องงานเรื่องเงินก็ดี พักซักทีเดี๋ยวค่อยไป
อย่าไปคิดเรื่องเดิมให้มันปวดใจ ซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครเห็นความพ่ายแพ้
เก็บให้ลึกลงข้างในหัวใจที่อ่อนแอ เหลือเพียงแค่รอยยิ้มของนักสู้
ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ และฉันก็เจอเรื่องราวร้ายๆเข้ามา
แต่ทุกๆทีฉันก็ทำ ให้เป็นเหมือนดังว่าแข็งแรงกว่า ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน
กว่าจะถึงฝั่งฝันนั้นมันยากเย็น อย่าพึ่งเห็นฉันเดินเข้ามาง่ายๆ
กว่าจะถึงที่ฉันยืน กล้ำกลืนฝืนทนเกือบตาย น้ำตาผู้ชายเคยไหลไม่ใช่เรื่องแปลก
ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ และฉันก็เจอเรื่องราวร้ายๆเข้ามา
แต่ทุกๆทีฉันก็ทำ ให้เป็นเหมือนดังว่าแข็งแรงกว่า ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน
ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ และฉันก็เจอเรื่องราวร้ายๆเข้ามา
แต่ทุกๆทีฉันก็ทำ ให้เป็นเหมือนดังว่าแข็งแรงกว่า ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน
ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ และฉันก็เจอเรื่องราวร้ายๆเข้ามา
แต่ทุกๆทีฉันก็ทำ ให้เป็นเหมือนดังว่าแข็งแรงกว่า ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน
ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ และฉันก็เจอเรื่องราวร้ายๆเข้ามา
แต่ทุกๆทีฉันก็ทำ ให้เป็นเหมือนดังว่าแข็งแรงกว่า ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน
❉:‧ .。.:*・❀●•♪.
คุณค่า...
...นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่งได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขาโดยการหยิบแบงค์พัน ขึ้นมา
ในห้องที่มีผู้เข้าร่วมสัมมนา 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า
"ใครอยากได้แบงค์พันนี้บ้าง"
มือได้ถูกยกขึ้นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า..
"ฉันจะให้เงินแบงค์พันนี้แก่หนึ่งในพวกท่านแต่ตอนแรกฉันจะทำอย่างนี้"
เขาเริ่มที่จะขยำเงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า..
".ใครยังต้องการมันอีก"
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
"ดี" เขาตอบ
"แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ"
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มเหยียบย่ำมันด้วยรองเท้า(ไม่น่าเลย ) มันทั้งยู่ยี่และสกปรก
"ตอนนี้ยังมีใครต้องการมันอีก"
ก็ยังมีคนยกมืออีก
"เพื่อนๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่าค่ามากที่สุดบทหนึ่งว่า..
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่ เพราะว่ามันมันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวของมันลงเลย
มันก็ยังมีค่าเป็นเงิน 1,000 บาทอยู่นั่นเอง"
เหมือนกับหลายๆครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ถูกเหยียบย่ำและถูกทำให้สกปรก
สิ่งเหล่านั้นอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองลดน้อยลง แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
คุณก็ไม่เคยสูญเสียคุณค่าของตัวคุณ คุณยังเป็นคนพิเศษและมีคุณค่าในตัวเองตลอดไป...
อ้างอิง http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=9292
เรื่องของ...โอกาส
"รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร"
ความเงียบและดนตรี
สวัสดีครับ
ในฐานะที่พี่เป็นนักแต่งเพลง พี่ชอบ “ความเงียบ” หรือ “ดนตรี” มากกว่ากัน
พิมพ์จันทร์ เอมตูลาภรณ์
ได้ยินดนตรีด้วยหัวใจ ได้ยินความเงียบด้วยสมอง
เวลาที่มนุษย์โลกมีความสุขหรือหมองเศร้านั้น ไม่น้อยกว่าครึ่งถูกผลักดันด้วยเสียงเพลงแทบทั้งสิ้น แม้แต่หัวใจที่พองโตของกองเชียร์และนักกีฬา เพลงเชียร์ก็ทำหน้าที่ปลุกเร้าใจให้
ชีวิตส่วนที่รื่นรมย์ของผมก็ล้วนแวดล้อมด้วยดนตรี เว้นแต่เวลาทำงานเท่านั้น เวลาที่ผมทำงาน โดยเฉพาะงานเขียน เชื้อเพลิงอันประเสริฐของผมคือ “ความเงียบ” ครับ และก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่อ่านหนังสือสอบตอนชั้นประถมแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่น่าผิดแผกไปจากนี้
ถ้าจะมองกันอย่างลึกซึ้ง เราไม่อาจแยก “ความเงียบ” ออกจาก “ดนตรี” ได้เลย ถ้าจะมีใครสักคนบอกว่า ความเงียบก็คือช่วงก่อนดนตรีเริ่มและหลังดนตรีจบ ผมก็ชวนให้ลองฟังเรื่องนี้ดู เพราะในความเป็นจริง ความเงียบไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่นั้น
ความเงียบเป็นสาระของดนตรีด้วยตัวของมันเอง
ลองฟังเรื่องของ จอห์น เคท ดูนะครับ
จอห์น เคท เปิดคอนเสิร์ตในหอดนตรีกลางนครนิวยอร์ก ชื่อ “SILENT CONCERT” ใครๆ ก็พากันเดากันไปต่างๆ นานาว่า นักดนตรีหัวก้าวหน้าคนนี้จะแสดงอะไร
เมื่อแสงไฟหรี่ลง การแสดงของเขาก็เริ่มขึ้น เขาเดินมาที่เปียโนกลางเวที หลังจากโค้งคนดูรับเสียงปรบมือเรียบร้อย เขาเอามือวางบนเปียโนอย่างแผ่วเบา…เงียบครับ…มีแต่ความเงียบ
เงียบอยู่อย่างนั้นไม่ต่ำกว่า 3 นาที เขาเอามือออกพลิกกระดาษโน้ต ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่านั่นคือเพลงผ่านไป ๑ มูฟเม้นต์ แล้วเขาก็เอามือวางอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง แน่นอนครับ คนดูเดากันไปอีกว่า ไอ้หมอนี่จะมาไม้ไหน
เงียบอีก…คราวนี้ก็เงียบไปอีกไม่ต่ำกว่า ๓ นาที เขาพักมือและวางมือใหม่ มูฟเม้นต์ที่สามกำลังจะเริ่ม คราวนี้ทุกคนไม่เดาแล้วครับ ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะฟัง “ความเงียบ” อย่างเต็มใจ
คนที่เป็นนักดนตรีจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะในโน้ตเพลงนั้นจะมีตัวโน้ตอยู่ประเภทหนึ่งที่เขาเรียกว่าโน้ตตัวหยุด ซึ่งก็คือ เป็นตัวโน้ตอย่างหนึ่ง เพลงแทบทุกเพลงบนโลกนี้ต้องประกอบด้วยโน้ตตัวหยุดผสมอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
นั่นหมายความว่า กระดาษโน้ตของคุณจอห์น ก็คงมีแต่โน้ตตัวหยุดทั้งแผ่น บ้าดีไหมครับ จะว่าเขาไม่ได้แต่งเพลงมาแสดงดนตรีก็ไม่ได้ จะว่าเขามาทำท่ามั่วๆ บนเวทีก็ไม่ได้อีก เพราะเขามีแผ่นโน้ตมาด้วย
ความเงียบของคุณจอห์น ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงก่อนเริ่มดนตรีหรือหลังดนตรีจบ มันเป็นสรณะของดนตรีเลยด้วยซ้ำ ไม่เชื่อลองกลับไปฟังเพลงโปรดของเราแต่ละคนดูอีกครั้งสิครับ บางที่เราอาจจะได้ยินความเงียบอยู่ในนั้น
พูดถึง SILENT (ความเงียบ) ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า
คำคำนี้มันประกอบด้วยตัวอักษรตัวเดียวกันครับทุกตัวกับ LISTEN (ฟัง) เพียงแต่เรียงตัวอักษรต่างกัน
ต้องมีใครเล่นตลกกันเราแน่ๆ
อ้างอิง "หนังสือ คุยกับประภาส ลำดับที่ 1"
พระพยอม กลฺยาโณ กล่าวไว้...
[พระพยอม กลฺยาโณ]
เราเกิดมาตัวเปล่าเราไม่มีอะไรเลย เงิน ทอง สิ่งของ ลูก แฟน ล้วนมามีทีหลัง
ดังนั้น เมื่อเราเสียสิ่งนั้นไป ให้คิดซะว่า ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีสิ่งนั้นมาก่อน
ถ้ามัวแต่ไปทุกข์มันจะเสียเวลาปล่าว เวลาบนโลกนี้มีไม่มาก อย่าไปเสียเวลากับความทุกข์ให้มากนัก
ประโยคสั้นๆ
หญ้ารกๆ หลังบ้านอาจจะไร้ประโยชน์ แต่สำหรับมดแล้ว หญ้ารกๆ กอนั้นสามารถผลิตออกซิเจนไว้ให้มดเป็นพันๆ ตัวใช้ดมได้ การเหยียบอีกฝ่ายหนึ่งให้จมโดยใช้ชาติพันธุ์มาแบ่งแยก ยอมรับได้แค่เป็นความคิดของเด็กๆ เท่านั้น มนุษย์น่าจะยอมรับนับถือมนุษย์ด้วยกัน ที่ข้างในหัวใจมากกว่านับถือกันที่ชาติพันธุ์ คนเราไม่ได้เรียนวิชาเพื่อเอาไปประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียว การเรียนรู้ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือที่ไหน นอกจากเอาไว้ประกอบอาชีพแล้ว เราเรียนเพื่อจะเป็นมนุษย์ที่ดีด้วย อ้างอิง บทความของคุณประภาส ชลศรานนท์ |





































